Movie

"ดวงดาวที่ข้าจากมาไร้ซึ่งสีเขียว

 

พวกเราฆ่าแม่ของตัวเอง

 

เราต้องขับไล่คนบนฟ้าออกไป 

 

ไม่เช่นนั้น..............."

 

คำภาวนาจากผู้บังคับ"เงาสุดท้าย" ถึงองค์พระแม่เอวา

 

หนังแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ หลายๆ คนคงนึกถึง "ข้อเท็จจริงที่น่ากระอักกระอ่วน" (an inconvenient truth)

 

แน่นอนว่าดูไปกระอักกระอ่วนไปตามชื่อ

จนปีที่แล้ว(2008)ได้ดู "วันนั้นที่โลกยืนนิ่งๆ" (The Day the Earth Stood Still)

 

(เคย Review ไว้แล้นล่ะ)

สำหรับหนังรีเมก CG ดูบึ๋ยๆ เรื่องนี้ อาจจะดูไม่รู้เรื่อง ดูมึนๆ แต่เนื้อแท้แล้วนี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบอ้อมๆ ซึ่งบางทีอ้อมไปหน่อย จนคนเข้าไปดูเพราะอยากดู Action ของคีนูมากกว่า แต่เสียใจด้วยที่ไม่มี (แต่ก็เห็นภาพคอนสแตนตินก่ะนีโอแวบเข้ามาบ่อยๆ)

 

จนกระทั่งปีนี้ (2009) หนังจากที่ห่างหายไปจากการนั่งแท่นผู้กำกับเป็น 10 ปี เจม คาเมร่อน (ผู้กำกับ Titanic และ Terminator) ก็กลับมาพร้อมผลงานพลิกวงการหนังใน

 

AVATAR

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ไอ้เณรน้อยเจ้ายุทธจักร

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ขออภัย หยิบมาผิดอัน ต้องอันนี้จิ

 

 

 

เอาว่าเรื่องที่รู้ๆ กันแล้วประกาศกันป่าวๆ ก็ CG ระดับเทพ อันนี้ก็ว่าเทพ เมพขิงๆ เหมือนหา Location ถ่ายมากกว่าปั้น CG ขึ้นมาเอง

(ไม่รู้จะเนียนเอาโล่ขนาดไหน)

แต่เมพจริงๆ นะ ขนาดเรื่อง Tranfomer กด Render CG กันเฟรมละวัน (25 เฟรม/วินาที ก็คูณเอา) เรื่องนี้มันจะกี่ปีล่ะนั่น

เนื้อเรื่องเกิดบนดาวชื่อแพนโดร่า บลา... บลา... บลา...

 

 

พระเอกได้ไปบังคับ(หุ่น?)ชีวะภาพชื่อ Avatar ที่เอา DNA มนุษย์ก่ะชาวนาวีผสมกัน (คิดถึงอีวานโคตร) บลา... บลา... บลา... 

 

 

ระหว่างสำรวจป่าก็ดันไปเจอตัวไล่กวดจนพลัดหลงก่ะทีม แล้วจับพลัดจับผลูไปเจอนางเอก บลา... บลา...

 

 

แล้วไปเรียนรู้วิธีชาวนาวี บลา... บลา... บลา...

 

 

แล้วเกิดดราม่า.... เรื่องมันมีอยู่ว่า........มนุษย์ต้องการสายแร่ที่ราคาแพ๊งแพง แล้วบังเอิญอยู่ใต้บ้านใหญ่ชาวนาวีพอดี บลา....บลา....บลา....บลา....

 

 

หลังจากผลการเจนจาทางการทูตไม่สำเร็จมนุษย์จึงลงมือ "ฮว้ากกกกกกกก" ฮว้าก.. ฮว้าก.. ฮว้าก..

 

 

 

ชาวนาวี"ฮว้าก"ตอบ ฮว้าก... ฮว้าก... ฮว้าก...

 

สงครามพระเอกไปช่วยนาวีรบ

 

 

ฮว้ากกกกกกกกกกกกกก!.... 

 

 

 

 

เรื่องราวเป็นไงต่อ เข้าไปเสพได้ตามโรงหนังใกล้บ้านครับ

 

 

ประเด็นว่าทำไมเรื่อง Avatar ถึงเป็นหนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ส่วนหนึ่งคือ Theme เรื่องที่พูดถึงการตั้งบริษัทที่ดาวแพนโดร่าเพื่อขุดสินแร่พิเศษที่มีราคาสูงมากๆ (1 กิโลกรัม ราคา 20 ล้านเหรียญ) เมื่อตัดฉากเข้าสู่แคมป์ของมนุษย์เราจะเห็นกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะป็นการขุดแร่ด้วยเครื่องจักรขนาดยักษ์ บรรยากาศของไอเสียหม่นๆ และพื้นที่สีเทา ที่มนุษย์ได้ทำการแพ่วถางเพื่อขุดแร่ชนิดนี้

(น่าเสียดายที่หาภาพในหนังมาไม่ได้ เลยใช้ของจริงแทน)

 

 

(ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่แตกต่างจากในหนัง) 

 

 

(ที่คอยกอยโกยทรัพยากรธรรมชาติ)

 

 

(พร้อมขับเคลื่อนไปตักตวงทรัพยากรใหม่ๆ เพื่อความต้องการที่ไม่สิ้นสุดขอมนุษย์)

 

 

ในขณะที่ความโลภของมนุษย์ไม่สิ้นสุด สินแร่ขนาดใหญ่อยู่ใต้ Hometree หรือต้นไม้ขนาดยักษ์ที่เป็นบ้านของชาวนาวีเผ่าหนึ่ง จึงวางแผนที่จะบุกเข้าตีเต็มรูปแบบ

 

 

 

โดยหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วสมบัติของโลกใบนี้หาใช่สินแร่ไม่ หากแต่เป็นระบบนิเวศ ที่ Link กันหมดเสมือนเป็นโครงข่าย Network ขนาดใหญ่

 

สิ่งมีชีวิตบนแพนโดร่าเองก็มีสายเชื่อมต่อเข้ากับแหล่งข้อมูลต่างๆ ของธรรมชาติได้ เสมือนสาย USB ที่ต่อรับส่งข้อมูลในคอม หรือเชื่อมต่อระหว่างสิ่งมีชีวิต 2 สิ่งเพื่อให้ Link กัน

 

ในจุดนี้เองทำให้เราได้ตระหนักถึงธรรมชาติของเราเองที่ถูกทำลายมากยิ่งขึ้น ด้วยน้ำมือของมนุษย์ โดยเราตัดต้นไม้ ทำลายป่า โดยไม่รู้ว่าประโยชน์ที่แท้จริงคืออะไร เราต้องการเพียงเนื้อไม้มาขาย พื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัย 

 

โดยหนึ่งในประโยคเด็ดของเรื่องนี้เป็นของชาวนาวีที่กล่าวว่า

"เราเพียงหยิบยืมมาเท่านั้น วันหนึ่งเราก็ต้องคืนแก่เอวา(ธรรมชาติ)"