คิดขำๆ อะไรบ้างที่เราลืมไปแล้วว่ามีอยู่ในโลก
posted on 01 May 2008 00:01 by takathenecอันนี้ได้แรงบรรดาลใจมาจากคุณฟูจัง http://foochanja.exteen.com/20080430/entry ในเรื่องของการส่งโทรเลข
ประกอบกับนั่ง Taxi อยู่ๆ พี่คนขับก็จุดประเด็นว่าอะไรบ้างที่เราเคยใช้เป็นของใช้ประจำวัน แต่บัดนี้เราลืมเลือนมันไปแล้ว
ลองมาคิดขำๆ เริ่มจากของคุงฟูจังก็คงไม่พ้น
-โทรเลข และจดหมาย เพื่อส่งข้อความ
(แอบเลวครับก็อปมาดื้อๆ ถ้าอยากให้ลบก็แจ้งมาได้เลยครับ)
สมัยก่อนการส่งข่าวสารไม่ค่อยดี โทรศัพท์ข้ามจังหวัดแพงกว่าปัจจุบันอยู่อักโข ยิ่งจดหมายนี่กินเวลาเป็นวันๆ กว่าที่จะส่งถึง การใช้โทรเลขคือสิ่งที่เร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะส่งข้อความถึงอีกคนเป็นตัวอักษรได้
แต่ปัจจุบันนี้แค่โทรกริ๊งกร๊างข้ามประเทศกันก็ทำได้แล้วครับ ถูกด้วย หรือถ้าจะเป็นข้อความก็ใช้ส่ง MSG เอาง่ายกว่าเยอะ กดปุ๊ปถึงปั๊ป ยิ่งในยุคที่โทรศัพท์มือถือ และค่าบริการถูกเป็นอาจมเยี่ยงนี้ ทำให้จดหมายและโทรเลขกลายเป็นสิ่งที่เลือนหายไปจากสังคมครับ
แต่จดหมายบางครั้งก็ยังมีอยู่บ้าง แต่เป็นลักษณะของบริเวณอับสัญญาณจริงๆ (ซึ่งน้อยมาก) และอาจจะมีการส่งจดหมายเพื่อบอกความในใจหรือเพื่อความโรแมนติก มากกว่า การที่ใช้จดหมายเพื่อส่งข้อความจริงๆ คนจะหันไปใช้ E-mail ครับ
-เพจเจอร์
ตอนเด็กๆ ประมาณประถม-ม.ต้น อืมๆ ไม่สิ (ตอนม.ปลายตูก็จำได้ว่ามีคนใช้นี่ฟ่า) ก่อนที่ 3310 ของ NOKIA จะดังเป็นพลุแตก ก่อนที่ค่าบริการมือถือจะเหลือนาทีละไม่ถึงบาท ตอนที่ยังไม่ต้องกด 02 ก่อนที่จะกดหมายเลขบ้านในกทม. เพจเจอร์คือสุดยอดนวัตกรรมครับ วัยรุ่นแทบทุกคนต้องพยายามหามาใช้ให้ได้ พอๆ ก่ะมือถือที่ถ่ายรูปได้ ถ่ายวีดีโอ เล่น MP3 ฟังวิทยุ เล่นเกม (ซักพักมันอาจจะพาเราข้ามมิติได้)
วิธีการใช้งานคือต้องโทรไปที่ศูนย์ของ Pager นั้นๆ บอกข้อความที่ต้องการแล้วให้ทางศูนย์เป็นคนพิมพ์ข้อความให้
จำได้เลยว่าเคยช่วยเพื่อนเซอร์ไพร้แฟนด้วยการที่มันจะแอบไปนั่งในห้องที่สอนพิเศษ แล้วส่งข้อความไปหาเจ้าหล่อนว่า "มีคนอยู่ข้างหลังคุณ" ข้อความต่อมาคือ"เซอร์ไพร้!" และแน่นอนครับว่าเซอร์ไพร้จริงๆ เพราะสาวเจ้าดันกระหนุงกระหนิงก่ะผู้ชายอีกคน
สรุปต้องไปนั่งเป็นเพื่อนมันอีกเป็นชม.ๆ เลย
การสิ้นสุดของเพจเจอร์คงไม่พ้นการพัฒนาของมือถือที่ส่งข้อความ หรือค่าบริการที่โคตรถูกล่ะครับ
-Diskette
ผมเชื่อว่าเด็กสมัยนี้ ส่วนหนึ่งคงต้องสงสัยแน่ว่าทำไม Drive ของ Computer เริ่มต้นที่ Drive C
เพราะสมัยก่อน ไอ้แผ่น 2 แผ่นด้านบนมันมาแทนไงครับ ช่อง Drive A และ B โดยเป็นแผ่นเก็บข้อมูลมีความจุประมาณไม่กี่ MB เท่านั้น อย่างแผ่นเล็กที่เสียบ Drive A อยู่ที่ 1.44 M ส่วนแผ่นใหญ่ช่อง B ผมลืมไปแล้วละครับ จำได้แค่มันอ่อนแอมาก แตะนิดแตะหน่อยทำเป็นตีสแตกไม่ยอมให้อ่านซะงั้น
ขนาดเกมที่เดี๋ยวนี้โอนผ่าน MSN ง่ายๆ ยังจุตั้ง 10ๆ แผ่นเลยนะครับ
โดยไอ้แผ่นดีสปัจจุบันก็ยังพอเห็นบ้าง เป็นแผ่น Driver ต่างๆ ครับ หรือถ้าสมัยก่อนตอนเล่น Super Famicom การจะเล่นแผ่นก็อปก็ต้องใช้ Disk เหล่านี้เล่นก่ะหัวโปรล่ะครับ
ปัจจุบัน ความจุ 1.44 Mb กลายเป็นอะไรที่เล็กมากครับ รูป 1 รูปก็แทบจะเกินแล้ว แถมคนหันมาใช้ Flash Drive (แต่ปกติผมจะเรียกว่า Thumb Drive) หรือ External Hdd (หรือ Rack) ถ้าเกิดอยากได้แบบให้คนอื่นได้โดยไม่ต้องสนใจก็ Write ลง CD หรือ DVD ไปเลยครับ
จึงทำให้แผ่น Diskette กลายเป็นอดีตจางๆ สำหรับการใช้คอมตามบ้าน
-เครื่องพิมพ์ดีด

แหะๆ สารภาพว่าที่บ้านผมยังใช้เครื่องพิมพ์ดีดอยู่ครับ
ด้วยการมาของ Computer ทำให้เครื่องพิมพ์ดีดค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ เพราะ เราสามารถพิมพ์ได้ง่ายๆ ไม่ต้องกดหนักๆ แถมแก้ไขง่ายด้วยอีกต่างหาก เพราะพิมพ์ใน Word ปุ๊ป แล้วสั่งพิมพ์ แถมใส่ Graphic หรือว่ารูปได้อีก
ต่างจากสมัยก่อนที่เป็นเครื่องพิมพ์ดีดแบบหมึก โดยตัวเครื่องนั้นจะกดตัวอักษรผ่านแผ่นหมึกลงบนกระดาษ ถ้าเกิดข้อผิดพลาดก็ต้องใช้ยางลบ ลบเอาครับ สังเกตุได้ว่าจะเป็นยางลบรูปแบบที่คล้ายกับดินสอ และมีพู่ไว้กวาดเศษขี้ยางลบอีกด้านหนึ่ง
ส่วนพิมพ์ดีดไฟฟ้าคล้ายๆ กับพิมพ์ดีดธรรมดาล่ะครับ เป็นการปั้มผ่านผ้าหมึกเหมือนกัน แต่ลบง่ายกว่า เพราะสามารถใช้แผ่นลบที่มีอยู่ในเครื่องได้ หรือพิมพ์ก่อน ดูที่หน้าจอ LED แล้วค่อยสั่งพิมพ์ทีละบรรทัดได้
แต่น่านล่ะครับ ก็ยังไงก็เวิร์คสู้คอมไม่ได้ แถมต้องกดหนักๆ เคยฝึกพิมพ์อยู่ครั้งเดียว เล่นเอาน้ำตาซึมเลยเพราะต้องใช้นิ้วก้อยกดที่แป้นหนักๆ อะฮือๆๆๆ (สมัยก่อนเรามันคุณชาย ตอนนี้มันเป็นไอ้เสื่อม)
สรุปแล้วนอกจากคนที่อยากดูคลาสสิก หรือดูตีส ก็ไม่มีใครเลือกไปซื้อเครื่องพิมพ์ดีดแล้วใช่ไหมล่ะครับ
อ้ออืม...ลืมไป ระบบราชการบางทีน่าจะยังใช้อยู่
-Diary
แหะๆ
"ไดอารี่ที่รักวันนี้ฉัน บลาบลาบลา" การเขียนไดอารี่ในหนังสือไดอารี่ "กำลัง" กลายเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในโลกครับ
เหตุผลก็ไม่ต้องมองไกลครับ เว็ปอย่าง Exteen เนี่ยล่ะครับ (3 วันต่อมามาลุ้นกันว่ามาสเตอร์แชมป์จะลบบล็อกไอ้ทักษพลหรือเปล่านะครับ)
การที่ไดอารี่กระโดดมาสู่โลกของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสามารถเผยแพร่ไดของเราได้มากมาย สามารถที่จะตอบโต้หรือแสดงความคิดเห็นกันได้
ผมว่ายุคนี้คงไม่ค่อยมีใครอยากเขียนไดอารี่ลับๆ ไว้คนเดียวล่ะครับ ต้องพยายามหาทางทำให้คนอื่นดูให้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไดอารี่เลยกลายเป็นของที่ดูเหมือนจะเริ่มห่างหายไปจากชีวิตประจำวันของคนทั่วไป แต่ไม่ได้หายไปทีเดียว กลับมาอยู่ในเน็ตแทน ทั้ง Blog Diary Online หรือ Web Site หลายๆ เว็ป ก็เป็นไดอารี่ Journal หรือแม้แต่ Port กันทั้งนั้น
ดังนี้นอกจากคนที่อยากจะเขียนไดอารี่เพื่อเป็นการลับ หรือเขียนไดอารี่ตามสถานที่ที่เราเดินทางแล้ว คำว่าไดอารี่จริงๆ ก็เริ่มจะหายไปแล้วล่ะครับ
จริงๆ มันน่าจะมีอีกมากมายนะครับ ที่เป็นของที่เราใช้ประจำ แต่บัดนี้มันหายไปแล้วโดยมีสิ่งอื่นมาแทน ถ้าใครพอจะจำได้ก็เอามาแลกเปลี่ยนกันในนี้ได้นะครับ
แต่คำว่าหายไปแล้วไม่ใช่พวกยี่ห้อ,อาหาร,ร้าน หรือวัฒนธรรมนะครับ อยากได้ที่เป็นของที่เคยมี แต่ตอนนี้ถูกทดแทนจนคนอื่นลืมเลือนไปมากกว่าครับ
แงบๆ
ปล.1 Entry นี้มิได้มีเจตนาดักแก่
ปล.2 Entry นี้มิได้มีเจตนาดักแก่
ปล.3 Entry นี้มิได้มีเจตนาดักแก่
ปล.4 จริงๆ Entry นี้ผมให้ป๊าป๋าช่วยเขียนนะฮับ เกินครึ่งน้องเอิ้นไม่รู้จักเลยฮับ
EDIT เพิ่มเติมงิ
-VDO/VHS เทปคาสเซ็ต

จริงๆ เคยคิดไว้แต่ลืมไปแล้วนะครับกับ VDO หรือ VHS ที่เราเคยใช้กันอย่างแพร่หลาย และเชื่อว่าจะกลายเป็นของที่หายไปจริงๆ ในอนาคตอันใกล้
สำหรับอุปกรณ์ชิ้นนี้ก่อนที่จะมี CD หรือ VCD เราจะดูกันผ่านเจ้าเทปนี้ล่ะครับ เวลาจะเก็บก็ต้องขนาดมีตู้เก็บกันเลย โดยการใช้ก่อนจะดูหนังต้องกรอเทปครับ ไม่ใช่เสียบแผ่นปุ๊ปกดดูได้ตั้งแต่ต้น หรือจะเลือกดูช่วงไหนก็กดลากไปดูได้
ในยุคเทปเราต้องกรอเทปไปข้างหน้าเอาเองล้วนๆ ครับ
(ทำให้เกิดนิยามว่า"ดูหนังโป๊ จะกรอหน้าหรือกรอกลับค่าเท่ากัน")
สำหรับเทปเวลาเราดูเสร็จปุ๊ป ก็ต้องกรอกลับทั้งม้วนครับ เพื่อที่ว่าคราวหน้าจะได้ดูได้อีกรอบ ยิ่งเวลาไปยืมวีดีโอจากร้านเช่า หลายๆ ร้านจะเขียนไว้ว่า"กรุณากรอกลับด้วย"
เวลาจะอัดรายการทีวีก็แค่กริ๊งไปบอกที่บ้าน (ผ่านโทสับสาธารณะหรือจากบ้านเพื่อน) "อาม่าครับช่วยอัดรายการให้เอิ้นหน่อย" ต่างกับตอนนี้ที่เราแทบจะดู Rerun ได้จากเว็ป
ส่วนของเทปคาสเซ็ต
ก็คล้ายๆ กันครับ เราต้องกรอกดให้ถูกจังหวะ สารภาพเลยว่าตอนมหาลัย ยุคนั้น CD ก็แพร่หลายกันแล้ว แต่ในรถผมยังใช้เทปอยู่ แหะๆๆๆๆ
ถ้าเล่าเหตุการณ์ในวงการทีวี จากที่ฟังๆ มาจากมือเก๋าคือ สมัยก่อนเครื่องตัดต่อคือเครื่องเล่นเทปหลายๆ เครื่องครับ เอาเทปยัดใส่แล้วเลือกช่วงเวลามายัดรวมเป็นเทปเนื้อเดียว แตกต่างจากตอนนี้ที่เราอัดข้อมูลลง Digital แล้วใช้โปรแกรมตัดต่อ จะใส่ Effect อะไรก็ง่ายไปหมดคิดแล้วนึกไม่ออกเลยครับว่าคนสมัยก่อนเขาทำงานกันยังไง
(หวังว่าจำกันได้นะครับ สมัยก่อนการ์ตูนแทบทุกเรื่องมาจากวีดีโอสแคว์ทั้งนั้น)
นอกจากนี้ก็มีอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นทั้ง
-เกมกด
ที่ถูกแทนที่ด้วย Game Boy ในยุคแรกๆ (และถูกถล่มด้วยเครื่องเกม Handheld อื่นๆ ในเวลาต่อมา)
-กล้องฟิล์ม
ที่โดนความง่ายของกล้องดิจิต้อลมาดึงตลาดผู้ใช้ทั่วไปไปเหลือไว้แค่ตากล้อง Artist (นักวาดภาพด้วยแสง) เท่านั้น
-กล้องโพรารอยด์
สมัยก่อนไว้ถ่ายภาพทันทีทันด่วน หรือภาพลับที่ไม่สามารถเอาไปล้างฟิล์มได้ ซึ่งปัจจุบันตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับกล้องฟิลม์ แต่ดูจะเลวร้ายกว่า เพราะไม่ค่อยมีใครมองว่าเป็น Art
ในส่วนของกล้องทั้งกล้องเทปกล้องฟิล์ม กล้องถ่ายรูปแบบอดีตต่างๆ นั้นในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะโดน Digital เข้ามาถล่มคตลาด แต่คุณค่าของมันก็ยังคงมีอยู่ เพราะสิ่งที่ได้คือของจริงแตกต่างกับการประมวลผลด้วยข้อมูล Digital จึงยังคงมีการถ่ายหนังด้วยกล้องฟิล์มหรือถ่ายภาพด้วยฟิล์มในปัจจุบันครับ
เอาไว้นึกไรออกจะมา Edit เพิ่มเนะ
ปล.5 ตอนเด็กๆ เคยเข้าใจว่าการล้างฟิล์มคือการดึงออกมาแล้วเอาไปล้างกับน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเกือบถูก แต่ขั้นตอนเยอะกว่านั้นเยอะ
ปล.6 อร๊างงง ขอบคุณคุณพ่อที่ช่วยเขียน Entry นี้ให้น้องเอิ้นนะฮับ (ยังมิสำนึก)
edit @ 2 May 2008 01:06:03 by คุณหมาสายตาเอียง
-จดหมาย-โปสการ์ดยังส่งเรื่อยๆ
-เพจเจอร์นี่ไม่เคยได้แตะเลย
-แผ่นDrive Aยังมีและอ่านได้ ... DriveBยังมี(หลายด้วย)แต่ไม่มีที่อ่านแล้ว TT .... บอบบางจริงๆค่ะ
-พิมพ์ดีด ยังใช้เรื่อยๆค่ะ
-ไดอารี่ ..นี่ก็เพิ่งเขียนเสร็จ
เริ่มแก่แล้วเหรอเรา??
#1 By ใบไม้หลากสีสัน on 2008-05-01 00:46