(O_o)"พี่กรูเป็น Love Guru

posted on 05 May 2008 20:49 by takathenec  in Chill

(รูปคุณสุดา)

วันก่อนตอนออกไปดูดบุหรี่ (เซ็นเซอร์เพื่อเยาวชน)ที่หน้าเฉลียงบ้าน เจอพี่ผึ้งแกกลับบ้านมาหลังจากที่ไปใช้ชีวิตที่เมืองจีน แอฟริกา (ทำไมไปไกลจังวะ) กับคุณสามีที่เป็น Chef ชาวจีน ไต้หวัน (โดนบ่องกระโหลกมาให้แก้ครับ T^T )

คำแรกที่เจ๊แกทักมาคือ "เฮ้ยเอิ้น เอ็งซื้อหนังสือเจ๊ยัง"

ข๊าพเจ้า"หนังสือไรวะเจ๊?"

เจ๊ผึ้ง"ก็หนังสือเจ๊อ่ะวันก่อนอาอู๊ด (มารดาข๊าพเจ้า) ไปงานเปิด"

ข๊าพเจ้าที่กำลังงงๆ "อ้าวเรอะเจ๊เออดูเดี๋ยวไปดู"

แล้ววัน 2 วันที่ผ่านมานี่แหละครับที่ไปเจอกองหนังสือที่คุณธันยพรแก"หอบ" เน้นว่า"หอบ"มาเยอะมากๆ กับ

อ้าวเหี้ยมแระ เจ๊กรูเป็นคอลัมน์นีสตั้งแต่เมื่อไหร่วะ เอาวะลองดูซักตั้ง

ก่อนอื่นเลย เจ๊ผึ้งเป็นพี่สาว สายลูกของลุง ของปู่เดียวกันแต่คนละอาม่า บ้านอยู่ในรั้วเดียวกัน (แต่ตอนนี้แยกรั้วแล้ว) ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ แต่เคยไปแกร่วๆ อยู่ด้วยนานแระ ครือลองนึกดูครับว่าพอทราบว่าพี่สาวเป็น Presenter เป็นนางแบบบ้าง แต่ไอ้สภาพที่เจอบ่อยที่สุดคือ เสื้อปอนๆ กางเกงขาสั้น ออกมาอาบน้ำให้หมา มัดผมไว้ด้านหลัง ดูยังไงก็ไม่เหลือคราบคำว่าไฮโซเลยแม้แต่น้อย

แต่พออ่านในเล่มนี้ อุแม่เจ้า ทำไมเขียนบรรยายสรรพคุณไว้ซะรู้สึกว่า ไอ้เจ๊กุงเกงขาสั้นข้างๆ ก่ะสาวไฮโซในหนังสือนี่แม่งคนละคนเลยล่ะฟร๊ะ

เอาวะงานนี้เพื่อสนองตัณหาก็ขอเปิดหน่อยเสะ

ด้านในจะเป็นการรวมคอลัมน์ในนิตยสาร แพรว สุดสัปดาห์ ที่พูดถึงเรื่องราวอันโชกโชนด้านความรักของสาว(ไม่)น้อยนาม"คุณสุดา" (โหเจ๊ เรียกว่าเจ๊ผึ้งเจ๋งก่าตั้งเยอะ) ทั้งประสบการณ์ด้านความรักที่เผชิญมาตลอดชีวิต รวมไปถึงสิ่งที่คิดในเวลาช่วงนั้นๆ

รวมยาวยันไปถึงการสอนทั้งสาวๆ และหนุ่มๆ ในการจีบ-ยันครองชีวิตคู่ อะไรควรไม่ควร การดูว่าผู้ชายเป็งเก้งหรือเปล่า หรือผู้หญิงเป็นทอมหรือไม่ รวมไปถึงว่าเลิกแล้วควรทำยังไง เป็นหนังสือที่สอนอะไรหลายๆ อย่างทั้งผู้ชายและหญิง ผ่านสำนวณที่เจ๊แกบอกว่า "ตัดทอนจากเสื้อเป็นน้องหมา" แม่เจ้า ถึงขนาดหมาก็ระดับร็อทไวเลอร์เลยนะนั่น

และจากประสบการณ์ของเจ๊แก ไอ้เราก็เคยเจอคนที่เจ๊แกกล่าวถึงในหนังสือมา 2-3 คน ก็พอเดาออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

สำหรับคนที่กำลังมีความรักหรือยังไม่มีความรัก หรือกำลังหาความรัก รวมไปถึงคนที่กำลังชอกช้ำก่ะความรักควรลองเอามาอ่านครับ อย่างน้อยๆ ก็ทำให้เราปรับตัวและพอ

 

ในส่วนของ Pocket Book GURU ยังมีอีกหลายแบบครับ ทั้งสอนวิธีการทำงาน หรือรวมไปถึงทำยังไงให้สวย งานนี้คงหาโอกาสไปสอยมาเพิ่มแน่นอน อุอิ

 

ปล.1 Entry นี้มิได้เจตนาเพื่อโปรโมทหนังสือ

ปล.2 Entry นี้มิได้เจตนาเพื่อโปรโมทหนังสือ

ปล.3 Entry นี้มิได้เจตนาเพื่อโปรโมทหนังสือ

ปล.4 เจ๊ผึ้ง หรือคนรู้จักคุณสุดามาอ่าน Entry นี้เข้า โปรดฝากบอกเจ๊ด้วยว่าน้องเอิ้นอยากกินอาหารร้านเบลล่านาโปลีแบบอิ่มจังตังค์อยู่ครบที่สุดเยย

 

Edit เพิ่ม

หลังจากที่ไปปรึกษาเจ๊แกผ่านทาง Msn ใน Case ของข๊าพเจ้า

คำแนะนำของเจ๊แกคือ

 

"เราทำของเราให้ดีที่สุด วันนึงให้เขาเสียดาย วันนั้นถ้าเราลืมเขาได้ มันคือการแก้แค้นที่ดีที่สุด"

หรืออีกนัยหนึ่ง

"การลืม คือการแก้แค้นที่ดีที่สุด"

 

อืมๆ มันยากน๊ะเจ๊ ><

edit @ 6 May 2008 11:37:43 by คุณหมาสายตาเอียง

อะไรคือเกม D&D? ผมเชื่อว่า คำว่า ดันเจี้ยนแอนด์ดราก้อน (คุกใต้ดินและมังกร) เป็นคำทมี่หลายๆ คนเคยได้ยินกันมานานแล้วล่ะครับ แต่หลายๆ คนคงไม่ทราบว่า D&D คืออะไร

(ภาพ Logo D&D 3rd Edition จาก Wikipedia)

D&D หรือ Dungeon and Dragon เป็นเกม RPG (Role-Playing Game หรือเกมสวมบทบาท)ยุคแรกๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1974 ซึ่งแน่นอนว่าก่อนเกมคอมพิวเตอร์ทุกชนิด

(ภาพขณะการเล่นจาก Wikipedia เจ้าเก่า)

การเล่นนั้นผู้เล่นจะต้องเปิดคู่มือครับ ซึ่งจะสามารถเลือกว่า เราจะเป็นเผ่าไหน มีความสามารถอะไร มี Class (อาชีพ) อะไร และความสามารถพิเศษยังไง

เช่นผมเลือกเผ่าเป็น Half-Elf อายุ 150 ปี (กำลังหนุ่มๆ) อาชีพที่เลือกหลักคือ Sorceror สาย Invoker (สายทำลาย) มีสกิล บลาๆ เชี่ยวชาญด้านการทรงตัว และใช้เชือกมัดเป็นพิเศษ (เกี่ยวตรงไหนฟร๊ะ)

ซึ่งข้อมูลทุกอย่างโดนจดลงกระดาษทั้งหมดครับ

โดยหลังจากเซ็ตตัวละครแล้ว คนที่เป็น Dungeons Master ก็จะทำหน้าที่กำหนดว่าเราจะเล่นเนื้อเรื่องไหน แผนที่เป็นยังไง และเป็นคนควบคุมมอนสเตอร์ด้วย

แน่นอนว่าในยุคที่ไร้คอมพิวเตอร์ คนที่เป็น DM คือ NPC หรือระบบที่สมัยนี้ใช้คอมควบคุมทั้งหมด โดยเนื้อเรื่องอาจจะอยู่ๆ ก็แต่งขึ้นมาเอง กำหนดทุกอย่างเอง หรือจะซื้อหนังสือ Senario มาก็ได้

 การเล่นก็จะไม่ค่อยแตกต่างกับเกม RPG ในตอนนี้เท่าไหร่ครับ แต่มันละเอียดกว่ามาก ตั้งแต่การทอยว่าใครจะเป็นคนโจมตีก่อน ใครจะทำอะไรบ้าง โจมตีโดนหรือเปล่า ถ้าโดน แล้วจะเจ็บเท่าไหร่ ใช้เวทย์ฟื้นฟูได้เท่าไหร่ อะไรเถือกๆ นั้นครับ

(ภาพจาก Wiki เช่นเดิม)

จากรูปที่เห็นสังเกตุได้ว่าลูกเต๋าที่ใช้ก็กินขาดแล้วครับ คำว่าลูกเต๋าในความคิดเราคือ 4 เหลี่ยม 6 ด้าน

แต่ความเป็นจริงในเกมนี้ Dice (ลูกเต๋า) มีหลายหน้ามากครับตั้งแต่

เต๋า 20 หน้า เรียกสั้นๆ ว่า D20 (ดี-ทเว็นตี้)

อันนี้ปกติไว้ทอยตอนต้องทำ Mission หรือตามที่กำหนดไว้ เช่น ค่าความหล่อ (Charisma) อยู่ที่ 10 จะทำให้ยามหน้าประตูที่เป็นเกย์หลงแล้วเปิดประตูให้เราเข้าปราสาทไปแต่โดยดีต้องใช้ค่า 25 ผมก็จะใช้เต๋า 20 หน้าเนี่ยแหละครับ ทอยเพิ่มรวมกับค่า Char ที่มีอยู่แล้ว

สมมุติทอยได้ 9 รวมของเดิม 10 เป็น 19 แต่ค่าที่ต้องการคือ 25 ผลคือผมโดนยามรุมกระทืบตายครับ

นอกจากนี้ยังมีเต๋าแบบที่ไม่ค่อยจะได้เห็นกันในประเทศไทยนักอย่าง

เต๋าหน้า 4  (D4)

จำได้ว่าหลักๆ ผมเอามาใช้ทอยยิง Magic Missle (เวทย์โจมตีโคตรพื้นฐานที่ใช้ได้ยาวหลังๆ)

หรือเต๋า หน้า 8 (D8)

จำได้ว่าเอามาทอย Healing Balm หรือ Potion ในเกม RPG เกมอื่นๆ นั่นเอง แถมทำเป็นรูป Crystal ให้สวยงามได้อีกด้วย

(มีหลากหลายมากๆ ครับ ยิ่งต่างประเทศเคยเดินเข้าร้านแบบนี้ทีนึงนี่แค่เต๋า หน้า 6 ที่ใช้กันปกติก็มีหลากหลายแบบให้เลือก)

 

สำหรับเกมๆ นี้หลักๆ จะเป็นการดำเนินเรื่องในโลกแฟนตาซี ที่เกือบจะอ้างอิงมาจาก LotR ที่เอลฟ์คือมนุษย์หูยาว มีชีวิตกึ่งอมตะ หน้าตาดี ไม่ใช่ตัวเตี้ยๆ หูยาวๆ ตัวคล้ำๆ แบบด็อบบี้ใน Harry Potter

รูปเผ่าพันธ์ในหนังสือ Player Hand Book ไล่จากซ้าย มนุษย์,ฮาล์ฟลิงค์ (หรือฮอปบิท แต่ใช้ชื่อนี้เพราะเลี่ยงลิขสิทธิ์ ฮอปบิต),เจอร์โนม,ฮาล์ฟออร์ค (เพราะออร์คแท้ๆ จะเป็น Monster),ดวอร์ฟ,ฮาร์ฟเอลฟ์(ลูกครึ่งมนุษย์เอลฟ์ ในรูปนี่ดูเก้งมาก) และเอลฟ์

 

แต่ทำไมถึงบอกว่าเกมนี้เป็นเกมนอกกรอบ?

เพราะเกมนี้เป็นเกมที่รายละเอียดเยอะโคตรๆ ครับ

ถ้าเล่นเกม Com หรือ Console แค่เปิดประตูก็ถามแค่ว่า

เปิด/ไม่เปิด

แต่ในเกมนี้หาเป็นเยี่ยงนั้นไม่ครับ พอ DM ถามว่าจะเปิดประตูยังไงเราเลือกได้ตั้งแต่

เปิด ธรรมดา/เปิดแบบค่อยๆ แง้ม/เปิดค่อยๆ แง้ม เอากระจกที่เตรียมมาส่องด้านใน อ๊ะมืดงั้นโยนหินเคลือบผงเรืองแสงเข้าไปด้านใน แล้วค่อยถีบประตูให้เปิดกว้างๆ

แค่ตอนรับเควสก็น่ามึนแล้วครับ

DM-"มีชายแก่คนนึงเข้ามาถามเราว่าให้ไปช่วยหาสิ่งล้ำค่าในถ้ำให้หน่อย ค่าแรง 500 นะ"

ถ้าเกมทั่วไป รับ/ไม่รับ

แต่เกมนี้ "เฮ้ยลุง 500 น้อยไปนะ ขอซัก 900 ได้ม๊า"

ก๊อด!!!!! สามารถต่อรองราคาได้ด้วย

แถมในเกมรายละเอียดแค่สร้างตัวละครซักตัวนึงก็นานแล้วล่ะครับ

เพราะต้องเลือกเผ่า โดยแยกเยอะมากๆ (นี่คือ Book หลัก ไม่นับเล่มเสริมอื่นๆ ที่เผ่าจะแยกย่อยเป็นชนเผ่า อีก)

ต้องเลือกอาชีพ อย่างนักรบกับ Paladin ก็แจตกต่างกันแล้ว และที่ไม่น่าเชื่อคือ นักเวทย์ในเกมนี้มี 2 แบบครับ

-Wizard ผู้ใช้เวทย์ ผู้ที่เรียนรู้เวทย์ ก่อนออกไปที่ไหนต้องอ่านตำราว่าวันนี้เราจะใช้เวทย์อะไรบ้าง ยิ่งเก่งยิ่งจำได้เยอะ

-Sorcerer ผู้ทรงเวทย์ คือผู้ที่มีพลังเวทย์ติดตัวมาแต่กำเนิดต่างกับ Wizard คือคนที่ต้องมาเรียนรู้ สามารถใช้เวทย์ได้โดยไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องเลือก แต่เวทย์ไหนเรียนรู้จดจำไปแล้วจะติดตัวตลอดทั้งชีวิต ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

แถมสายเวทย์ น่าสนใจมากครับเพราะแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เยอะมากตั้งแต่สาย Necromancy นักเวทย์มืด ใช้เวทย์ดูดเลือด หรือปลุกผีมาสู้

Evoker เหล่านักเวทย์สายพลังทำลาย

Tranfer สายข้ามมิติ เดินทางได้ในชั่วพริบตา

Conjurer สาย Summon สัตว์เวทย์จากมิติอื่น (แน่นอนว่าสัตว์เวทย์ที่เรียกมาได้ก็มาจากมิติที่เยอะเป็นร้อย)

และสายอื่นๆ อีกมากมาย

มึนไหมล่ะท่าน ครั้งแรกที่เล่นก่ะรุ่นพี่ที่กลับมาจากนอกนี่แบบว่าลืมไปได้เลยครับกับเกม RPG แบบปรนัย (Choice) เพราะเกมนี้มันอัตนัยชัดๆ ทุกทางเลือกเป็นไปได้ ทุกความคิดเป็นไปได้เกือบทั้งหมด ไม่แปลกใจที่เป็นเกมที่มีอายุมาถึง 30 กว่าปีครับ  

 

นอกจากนี้ เกมนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเกม Time Real ครับ ไม่ใช่ Real Time นะ แต่ Time Real เพราะใช้เวลาจริงล้วนๆ ครับ

เราอยู่ในดันเจี้ยนหาสมบัติเป็นวันๆ เวลาที่ใช้ข้างนอกก็เป็นวันๆ เหมือนกัน

แต่สิ่งที่ผมชอบที่สุดในเกมนี้คงเป็นเล่มนี้ครับ

Monster Manual หรือคู่มือสัตว์ประหลาด โดยด้านในจะแสดงรายละเอียดทั้งหมดของสัตว์ประหลาดแต่ละเผ่าพันธ์ รูปประกอบ Status เหมือนเอามาเล่นจริงได้ ประวัติเผ่า ลักษณะนิสัย ถิ่นที่อยู่

(ด้านใน Monster Manual)

ถ้าซื้อไปนี่เรียกได้ว่าเอาไปเป็น Referance ในการเขียนการ์ตูนหรือแต่งนิยาย Fantasy ได้สบายๆ เลยครับ

สำหรับเกมนี้ถ้าสนใจซื้อหนังสือคู่มือต่างๆ ก็สามารถไปซื้อได้ที่ร้าน Big Magic ชั้น 3 อัมรินทร์พลาซ่า (โซโก้เดิม) ได้เลยครับ (เฮ้ยลุง Zack เอาค่าโปรโมตมาให้ด้วย 200)

 

ผมมองว่าเดี๋ยวนี้ชีวิตเราทุกคนเริ่มจะทำตัวเหมือนกับเกมยุคใหม่มากเลยนะครับ เพราะเราแทบจะใช้ชีวิตแบบปรนัย การเลือกใช้มือถือก็ โปรโมชั่นรูปแบบต่างๆ กินอาหารก็เซ็ต เผลอๆ จะเลือกเข้ามหาลัยก็ยังดันเลือกเป็น Choice อีกแบบ เลือกตามพ่อแม่ว่าดี

บางทีชีวิตมันดูง่ายเกินไปแล้วนะครับ ลองใส่ใจก่ะมันนิด เหมือนเรานั่งเล่นเกม D&D เนี่ยแหละครับ

ปล.1 คนเล่นเกมแนวนี้ เรียกได้ว่าเป็นคนนับถือลัทธิเต๋านั่นเอง 5555+ อ้าวไม่ขำเหยอ....

ปล.2 ผมก็ไม่ใช่แฟนพันธ์แท้นะครับ ข้อมูลอาจจะมีคลาดเคลื่อนไปบ้างครับ

ปล.3 ใครที่เล่นอยู่แล้ว บอกด้วยนะครับ เผื่ออยากไปลองแจมบ้างอ่ะครับ แงบๆ

 

EDIT เพิ่มนิดนึง

ตัวเกมตอนนี้มีแต่ Eng อ่ะครับ (เหมือนเคยเห็นภาษาอื่นบ้างนะ) เพราะเกมนี้มันมีกฎเขียนเป็นหนังสือเล่มๆ เลย และสามารถเติมได้โดยเล่มอื่นๆ เช่น Prodigy มั้ง จะเป็นพวกอาชีพที่แยกย่อยไปอีกครับ

ส่วนตัวเกมนั้นถ้าไปเล่นในคอม บอกเลยว่ามันคือคนละเกมกับคำว่า D&D ของแท้อ่ะครับ เกมนี้คือ Core ของคำว่า RPG ถ้าไม่เคยมีเกมนี้ ผมเชื่อว่า RPG อย่างทุกวันนี้ก็คงไม่มีครับ

ใครมีข้อมูลเพิ่มเติมลองนัดมาเล่นกันไหมอ่ะครับ อุอิ

ปล.4 ข้อมูลที่ผมเอามาใส่นี้เป็นเพียง Tip of Ice นะครับ ไม่สิ แค่ธุลีที่ติดบนยอดน้ำแข็งอีกที ด้วยความละเอียดของเกมนี้มีอีกเยอะมากครับ

edit @ 4 May 2008 23:59:50 by คุณหมาสายตาเอียง

อันนี้ได้แรงบรรดาลใจมาจากคุณฟูจัง http://foochanja.exteen.com/20080430/entry ในเรื่องของการส่งโทรเลข

ประกอบกับนั่ง Taxi อยู่ๆ พี่คนขับก็จุดประเด็นว่าอะไรบ้างที่เราเคยใช้เป็นของใช้ประจำวัน แต่บัดนี้เราลืมเลือนมันไปแล้ว

ลองมาคิดขำๆ เริ่มจากของคุงฟูจังก็คงไม่พ้น

-โทรเลข และจดหมาย เพื่อส่งข้อความ

(แอบเลวครับก็อปมาดื้อๆ ถ้าอยากให้ลบก็แจ้งมาได้เลยครับ)

สมัยก่อนการส่งข่าวสารไม่ค่อยดี โทรศัพท์ข้ามจังหวัดแพงกว่าปัจจุบันอยู่อักโข ยิ่งจดหมายนี่กินเวลาเป็นวันๆ กว่าที่จะส่งถึง การใช้โทรเลขคือสิ่งที่เร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะส่งข้อความถึงอีกคนเป็นตัวอักษรได้

แต่ปัจจุบันนี้แค่โทรกริ๊งกร๊างข้ามประเทศกันก็ทำได้แล้วครับ ถูกด้วย หรือถ้าจะเป็นข้อความก็ใช้ส่ง MSG เอาง่ายกว่าเยอะ กดปุ๊ปถึงปั๊ป ยิ่งในยุคที่โทรศัพท์มือถือ และค่าบริการถูกเป็นอาจมเยี่ยงนี้ ทำให้จดหมายและโทรเลขกลายเป็นสิ่งที่เลือนหายไปจากสังคมครับ

แต่จดหมายบางครั้งก็ยังมีอยู่บ้าง แต่เป็นลักษณะของบริเวณอับสัญญาณจริงๆ (ซึ่งน้อยมาก) และอาจจะมีการส่งจดหมายเพื่อบอกความในใจหรือเพื่อความโรแมนติก มากกว่า การที่ใช้จดหมายเพื่อส่งข้อความจริงๆ คนจะหันไปใช้ E-mail ครับ

 

-เพจเจอร์

ตอนเด็กๆ ประมาณประถม-ม.ต้น  อืมๆ ไม่สิ (ตอนม.ปลายตูก็จำได้ว่ามีคนใช้นี่ฟ่า) ก่อนที่ 3310 ของ NOKIA จะดังเป็นพลุแตก ก่อนที่ค่าบริการมือถือจะเหลือนาทีละไม่ถึงบาท ตอนที่ยังไม่ต้องกด 02 ก่อนที่จะกดหมายเลขบ้านในกทม. เพจเจอร์คือสุดยอดนวัตกรรมครับ วัยรุ่นแทบทุกคนต้องพยายามหามาใช้ให้ได้ พอๆ ก่ะมือถือที่ถ่ายรูปได้ ถ่ายวีดีโอ เล่น MP3 ฟังวิทยุ เล่นเกม (ซักพักมันอาจจะพาเราข้ามมิติได้)

วิธีการใช้งานคือต้องโทรไปที่ศูนย์ของ Pager นั้นๆ บอกข้อความที่ต้องการแล้วให้ทางศูนย์เป็นคนพิมพ์ข้อความให้

จำได้เลยว่าเคยช่วยเพื่อนเซอร์ไพร้แฟนด้วยการที่มันจะแอบไปนั่งในห้องที่สอนพิเศษ แล้วส่งข้อความไปหาเจ้าหล่อนว่า "มีคนอยู่ข้างหลังคุณ" ข้อความต่อมาคือ"เซอร์ไพร้!" และแน่นอนครับว่าเซอร์ไพร้จริงๆ เพราะสาวเจ้าดันกระหนุงกระหนิงก่ะผู้ชายอีกคน

สรุปต้องไปนั่งเป็นเพื่อนมันอีกเป็นชม.ๆ เลย

การสิ้นสุดของเพจเจอร์คงไม่พ้นการพัฒนาของมือถือที่ส่งข้อความ หรือค่าบริการที่โคตรถูกล่ะครับ

 

-Diskette

ผมเชื่อว่าเด็กสมัยนี้ ส่วนหนึ่งคงต้องสงสัยแน่ว่าทำไม Drive ของ Computer เริ่มต้นที่ Drive C

เพราะสมัยก่อน ไอ้แผ่น 2 แผ่นด้านบนมันมาแทนไงครับ ช่อง Drive A และ B โดยเป็นแผ่นเก็บข้อมูลมีความจุประมาณไม่กี่ MB เท่านั้น อย่างแผ่นเล็กที่เสียบ Drive A อยู่ที่ 1.44 M ส่วนแผ่นใหญ่ช่อง B ผมลืมไปแล้วละครับ จำได้แค่มันอ่อนแอมาก แตะนิดแตะหน่อยทำเป็นตีสแตกไม่ยอมให้อ่านซะงั้น

ขนาดเกมที่เดี๋ยวนี้โอนผ่าน MSN ง่ายๆ ยังจุตั้ง 10ๆ แผ่นเลยนะครับ

โดยไอ้แผ่นดีสปัจจุบันก็ยังพอเห็นบ้าง เป็นแผ่น Driver ต่างๆ ครับ หรือถ้าสมัยก่อนตอนเล่น Super Famicom การจะเล่นแผ่นก็อปก็ต้องใช้ Disk เหล่านี้เล่นก่ะหัวโปรล่ะครับ

ปัจจุบัน ความจุ 1.44 Mb กลายเป็นอะไรที่เล็กมากครับ รูป 1 รูปก็แทบจะเกินแล้ว แถมคนหันมาใช้ Flash Drive (แต่ปกติผมจะเรียกว่า Thumb Drive) หรือ External Hdd (หรือ Rack) ถ้าเกิดอยากได้แบบให้คนอื่นได้โดยไม่ต้องสนใจก็ Write ลง CD หรือ DVD ไปเลยครับ

จึงทำให้แผ่น Diskette กลายเป็นอดีตจางๆ สำหรับการใช้คอมตามบ้าน

 

-เครื่องพิมพ์ดีด

 

แหะๆ สารภาพว่าที่บ้านผมยังใช้เครื่องพิมพ์ดีดอยู่ครับ

ด้วยการมาของ Computer ทำให้เครื่องพิมพ์ดีดค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ เพราะ เราสามารถพิมพ์ได้ง่ายๆ ไม่ต้องกดหนักๆ แถมแก้ไขง่ายด้วยอีกต่างหาก เพราะพิมพ์ใน Word ปุ๊ป แล้วสั่งพิมพ์ แถมใส่ Graphic หรือว่ารูปได้อีก

ต่างจากสมัยก่อนที่เป็นเครื่องพิมพ์ดีดแบบหมึก โดยตัวเครื่องนั้นจะกดตัวอักษรผ่านแผ่นหมึกลงบนกระดาษ ถ้าเกิดข้อผิดพลาดก็ต้องใช้ยางลบ ลบเอาครับ สังเกตุได้ว่าจะเป็นยางลบรูปแบบที่คล้ายกับดินสอ และมีพู่ไว้กวาดเศษขี้ยางลบอีกด้านหนึ่ง

ส่วนพิมพ์ดีดไฟฟ้าคล้ายๆ กับพิมพ์ดีดธรรมดาล่ะครับ เป็นการปั้มผ่านผ้าหมึกเหมือนกัน แต่ลบง่ายกว่า เพราะสามารถใช้แผ่นลบที่มีอยู่ในเครื่องได้ หรือพิมพ์ก่อน ดูที่หน้าจอ LED แล้วค่อยสั่งพิมพ์ทีละบรรทัดได้

แต่น่านล่ะครับ ก็ยังไงก็เวิร์คสู้คอมไม่ได้ แถมต้องกดหนักๆ เคยฝึกพิมพ์อยู่ครั้งเดียว เล่นเอาน้ำตาซึมเลยเพราะต้องใช้นิ้วก้อยกดที่แป้นหนักๆ อะฮือๆๆๆ (สมัยก่อนเรามันคุณชาย ตอนนี้มันเป็นไอ้เสื่อม)

สรุปแล้วนอกจากคนที่อยากดูคลาสสิก หรือดูตีส ก็ไม่มีใครเลือกไปซื้อเครื่องพิมพ์ดีดแล้วใช่ไหมล่ะครับ

อ้ออืม...ลืมไป ระบบราชการบางทีน่าจะยังใช้อยู่

 

-Diary

แหะๆ

"ไดอารี่ที่รักวันนี้ฉัน บลาบลาบลา" การเขียนไดอารี่ในหนังสือไดอารี่ "กำลัง" กลายเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในโลกครับ

เหตุผลก็ไม่ต้องมองไกลครับ เว็ปอย่าง Exteen เนี่ยล่ะครับ (3 วันต่อมามาลุ้นกันว่ามาสเตอร์แชมป์จะลบบล็อกไอ้ทักษพลหรือเปล่านะครับ)

การที่ไดอารี่กระโดดมาสู่โลกของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสามารถเผยแพร่ไดของเราได้มากมาย สามารถที่จะตอบโต้หรือแสดงความคิดเห็นกันได้

ผมว่ายุคนี้คงไม่ค่อยมีใครอยากเขียนไดอารี่ลับๆ ไว้คนเดียวล่ะครับ ต้องพยายามหาทางทำให้คนอื่นดูให้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไดอารี่เลยกลายเป็นของที่ดูเหมือนจะเริ่มห่างหายไปจากชีวิตประจำวันของคนทั่วไป แต่ไม่ได้หายไปทีเดียว กลับมาอยู่ในเน็ตแทน ทั้ง Blog Diary Online หรือ Web Site หลายๆ เว็ป ก็เป็นไดอารี่ Journal หรือแม้แต่ Port กันทั้งนั้น

ดังนี้นอกจากคนที่อยากจะเขียนไดอารี่เพื่อเป็นการลับ หรือเขียนไดอารี่ตามสถานที่ที่เราเดินทางแล้ว คำว่าไดอารี่จริงๆ ก็เริ่มจะหายไปแล้วล่ะครับ

 

จริงๆ มันน่าจะมีอีกมากมายนะครับ ที่เป็นของที่เราใช้ประจำ แต่บัดนี้มันหายไปแล้วโดยมีสิ่งอื่นมาแทน ถ้าใครพอจะจำได้ก็เอามาแลกเปลี่ยนกันในนี้ได้นะครับ

 แต่คำว่าหายไปแล้วไม่ใช่พวกยี่ห้อ,อาหาร,ร้าน หรือวัฒนธรรมนะครับ อยากได้ที่เป็นของที่เคยมี แต่ตอนนี้ถูกทดแทนจนคนอื่นลืมเลือนไปมากกว่าครับ

แงบๆ

ปล.1 Entry นี้มิได้มีเจตนาดักแก่

ปล.2 Entry นี้มิได้มีเจตนาดักแก่

ปล.3 Entry นี้มิได้มีเจตนาดักแก่

ปล.4 จริงๆ Entry นี้ผมให้ป๊าป๋าช่วยเขียนนะฮับ เกินครึ่งน้องเอิ้นไม่รู้จักเลยฮับ

 

EDIT เพิ่มเติมงิ

-VDO/VHS เทปคาสเซ็ต


จริงๆ เคยคิดไว้แต่ลืมไปแล้วนะครับกับ VDO หรือ VHS ที่เราเคยใช้กันอย่างแพร่หลาย และเชื่อว่าจะกลายเป็นของที่หายไปจริงๆ ในอนาคตอันใกล้

สำหรับอุปกรณ์ชิ้นนี้ก่อนที่จะมี CD หรือ VCD เราจะดูกันผ่านเจ้าเทปนี้ล่ะครับ เวลาจะเก็บก็ต้องขนาดมีตู้เก็บกันเลย โดยการใช้ก่อนจะดูหนังต้องกรอเทปครับ ไม่ใช่เสียบแผ่นปุ๊ปกดดูได้ตั้งแต่ต้น หรือจะเลือกดูช่วงไหนก็กดลากไปดูได้

ในยุคเทปเราต้องกรอเทปไปข้างหน้าเอาเองล้วนๆ ครับ

(ทำให้เกิดนิยามว่า"ดูหนังโป๊ จะกรอหน้าหรือกรอกลับค่าเท่ากัน")

สำหรับเทปเวลาเราดูเสร็จปุ๊ป ก็ต้องกรอกลับทั้งม้วนครับ เพื่อที่ว่าคราวหน้าจะได้ดูได้อีกรอบ ยิ่งเวลาไปยืมวีดีโอจากร้านเช่า หลายๆ ร้านจะเขียนไว้ว่า"กรุณากรอกลับด้วย"

เวลาจะอัดรายการทีวีก็แค่กริ๊งไปบอกที่บ้าน (ผ่านโทสับสาธารณะหรือจากบ้านเพื่อน) "อาม่าครับช่วยอัดรายการให้เอิ้นหน่อย" ต่างกับตอนนี้ที่เราแทบจะดู Rerun ได้จากเว็ป

 ส่วนของเทปคาสเซ็ต

ก็คล้ายๆ กันครับ เราต้องกรอกดให้ถูกจังหวะ สารภาพเลยว่าตอนมหาลัย ยุคนั้น CD ก็แพร่หลายกันแล้ว แต่ในรถผมยังใช้เทปอยู่ แหะๆๆๆๆ

ถ้าเล่าเหตุการณ์ในวงการทีวี จากที่ฟังๆ มาจากมือเก๋าคือ สมัยก่อนเครื่องตัดต่อคือเครื่องเล่นเทปหลายๆ เครื่องครับ เอาเทปยัดใส่แล้วเลือกช่วงเวลามายัดรวมเป็นเทปเนื้อเดียว แตกต่างจากตอนนี้ที่เราอัดข้อมูลลง Digital แล้วใช้โปรแกรมตัดต่อ จะใส่ Effect อะไรก็ง่ายไปหมดคิดแล้วนึกไม่ออกเลยครับว่าคนสมัยก่อนเขาทำงานกันยังไง

(หวังว่าจำกันได้นะครับ สมัยก่อนการ์ตูนแทบทุกเรื่องมาจากวีดีโอสแคว์ทั้งนั้น)

 

นอกจากนี้ก็มีอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นทั้ง

-เกมกด

ที่ถูกแทนที่ด้วย Game Boy ในยุคแรกๆ (และถูกถล่มด้วยเครื่องเกม Handheld อื่นๆ ในเวลาต่อมา)

-กล้องฟิล์ม

 

ที่โดนความง่ายของกล้องดิจิต้อลมาดึงตลาดผู้ใช้ทั่วไปไปเหลือไว้แค่ตากล้อง Artist (นักวาดภาพด้วยแสง) เท่านั้น

-กล้องโพรารอยด์

  

สมัยก่อนไว้ถ่ายภาพทันทีทันด่วน หรือภาพลับที่ไม่สามารถเอาไปล้างฟิล์มได้ ซึ่งปัจจุบันตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับกล้องฟิลม์ แต่ดูจะเลวร้ายกว่า เพราะไม่ค่อยมีใครมองว่าเป็น Art

ในส่วนของกล้องทั้งกล้องเทปกล้องฟิล์ม กล้องถ่ายรูปแบบอดีตต่างๆ นั้นในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะโดน Digital เข้ามาถล่มคตลาด แต่คุณค่าของมันก็ยังคงมีอยู่ เพราะสิ่งที่ได้คือของจริงแตกต่างกับการประมวลผลด้วยข้อมูล Digital จึงยังคงมีการถ่ายหนังด้วยกล้องฟิล์มหรือถ่ายภาพด้วยฟิล์มในปัจจุบันครับ

 เอาไว้นึกไรออกจะมา Edit เพิ่มเนะ

 

ปล.5 ตอนเด็กๆ เคยเข้าใจว่าการล้างฟิล์มคือการดึงออกมาแล้วเอาไปล้างกับน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเกือบถูก แต่ขั้นตอนเยอะกว่านั้นเยอะ

ปล.6 อร๊างงง ขอบคุณคุณพ่อที่ช่วยเขียน Entry นี้ให้น้องเอิ้นนะฮับ (ยังมิสำนึก)

edit @ 2 May 2008 01:06:03 by คุณหมาสายตาเอียง